ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 ร่วมกับกองพัฒนาผู้ประกอบการไทย นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร “Workshop on Enhancement of Sustainable Business Environment to Upgrade Investment Competitiveness of Mekong and South Asian Countries” เข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
13 กุมภาพันธ์ 2569
เช้าวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 ร่วมกับกองพัฒนาผู้ประกอบการไทย นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร “Workshop on Enhancement of Sustainable Business Environment to Upgrade Investment Competitiveness of Mekong and South Asian Countries” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ JICA และ TICA เข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อศึกษาดูงานด้านการผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการพลังงาน และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคพลังงานไทย
โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินลิกไนซ์เป็นเชื้อเพลิง ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีบทบาทสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้รับฟังความก้าวหน้าของโครงการ “แม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City)” ซึ่งมุ่งพัฒนาพื้นที่แม่เมาะสู่เมืองอัจฉริยะด้าน Smart Environment, Smart Energy และ Smart Economy โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมืองให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญ แม่เมาะยังมีเป้าหมายในการก้าวสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีแนวทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เหมือง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับภารกิจและบทบาทของ กฟผ. กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนซ์ การบริหารจัดการเหมืองแม่เมาะควบคู่กับมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมถึงแนวทางการปรับตัวของภาคพลังงานไทยสู่ความยั่งยืน
คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนซ์ ซึ่งจัดแสดงประวัติความเป็นมาของแหล่งถ่านหินแม่เมาะ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการทำเหมืองและการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนบทบาทของพลังงานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ
การศึกษาดูงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการพลังงาน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียใต้ต่อไป









โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินลิกไนซ์เป็นเชื้อเพลิง ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีบทบาทสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้รับฟังความก้าวหน้าของโครงการ “แม่เมาะเมืองน่าอยู่ (Mae Moh Smart City)” ซึ่งมุ่งพัฒนาพื้นที่แม่เมาะสู่เมืองอัจฉริยะด้าน Smart Environment, Smart Energy และ Smart Economy โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมืองให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญ แม่เมาะยังมีเป้าหมายในการก้าวสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีแนวทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เหมือง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว
ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับภารกิจและบทบาทของ กฟผ. กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนซ์ การบริหารจัดการเหมืองแม่เมาะควบคู่กับมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมถึงแนวทางการปรับตัวของภาคพลังงานไทยสู่ความยั่งยืน
คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนซ์ ซึ่งจัดแสดงประวัติความเป็นมาของแหล่งถ่านหินแม่เมาะ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการทำเหมืองและการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนบทบาทของพลังงานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ
การศึกษาดูงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการพลังงาน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียใต้ต่อไป












