ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 และกองพัฒนาผู้ประกอบการไทย ได้นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร “Workshop on Enhancement of Sustainable Business Environment to Upgrade Investment Competitiveness of Mekong and South Asian Countries” เข้าเยี่ยมชมชุมชนบ้านหนองเงื

17 กุมภาพันธ์ 2569
     ช่วงเช้าวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 และกองพัฒนาผู้ประกอบการไทย ได้นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตร “Workshop on Enhancement of Sustainable Business Environment to Upgrade Investment Competitiveness of Mekong and South Asian Countries” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง BOI, JICA และ TICA เข้าเยี่ยมชมชุมชนบ้านหนองเงือก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

     คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากคุณปทิตตา พรหมสิทธิ์ (แม่หลวงอ้อ) เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านหนองเงือก ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 100 ปี โดยเฉพาะลวดลายดั้งเดิมที่สะท้อนอิทธิพลวัฒนธรรมล้านนาและไทยองอย่างชัดเจน

กระบวนการทอผ้าฝ้ายแบบดั้งเดิมของชุมชนประกอบด้วย 12 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
 1. คัดเลือกปุยฝ้ายคุณภาพดี
 2. อิ้วฝ้าย (ดีดฝ้าย) ให้ปุยฟูสะอาด
 3. ล้อฝ้ายให้จับตัวเป็นเส้นหยาบ
 4. ปั่นด้าย (เข็นฝ้าย) ให้ได้ความละเอียดสม่ำเสมอ
 5. กรอด้ายเข้าหลอดหรือกระสวย
 6. ฟอกและซักด้ายเพื่อเตรียมการย้อม
 7. ย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น คราม แก่นฝาง เปลือกไม้ และใบไม้
 8. ตากและพักเส้นด้ายในที่ร่ม
 9. ค้นเส้นยืน (เดินด้ายยืน) ตามขนาดและลวดลาย
 10. ขึ้นกี่และปรับความตึงของเส้นด้าย
 11. ทอผ้าด้วยกระสวยและฟืมตามแบบลวดลายดั้งเดิม
 12. เก็บรายละเอียด ตรวจคุณภาพ และตกแต่งผืนผ้าก่อนจำหน่าย

     กระบวนการทั้งหมดสะท้อนถึงความประณีต ความอดทน และองค์ความรู้ที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ผ้าฝ้ายบ้านหนองเงือกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ (Learning Tourism)

     คณะฯ ยังได้เยี่ยมชม วัดหนองเงือก ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านนา และมีความโดดเด่นด้านจิตรกรรมฝาผนังอายุกว่า 200 ปี ภายในวิหารไม้โบราณ จิตรกรรมดังกล่าววาดโดยช่างชาวพม่า สะท้อนอิทธิพลศิลปะพม่า-ล้านนา ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติ ชาดก ตลอดจนวิถีชีวิต ความเชื่อ และการแต่งกายในอดีต สีที่ใช้เป็นสีธรรมชาติ ให้โทนสีอบอุ่นและทรงคุณค่าทางศิลปกรรม นับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพื้นที่ วัดแห่งนี้จึงเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปกรรมที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

     นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้รับชมการแสดงฟ้อนยองโดยช่างฟ้อนชาวพื้นเมืองเชื้อสายยอง ซึ่งมีความอ่อนช้อย งดงาม และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมทั้งได้ลิ้มลอง “ขนมจ๊อก” ขนมงานบุญล้านนาโบราณที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ โดยภายในงานมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของแม่หลวงอ้ออีกด้วย

     จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางไปสักการะวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก และปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ
พระธาตุหริภุญชัยสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัยอาณาจักรหริภุญชัย เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช และในยุคพญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีระกา ตามคติความเชื่อล้านนา จึงมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะตลอดทั้งปี

     การศึกษาดูงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นแนวทางการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม